
การขอวีซ่าท่องเที่ยวถือเป็นด่านสำคัญก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะ 3 ประเทศยอดนิยมของคนไทยอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น แม้จะเป็นวีซ่าประเภทท่องเที่ยวเหมือนกัน แต่ขั้นตอน เอกสาร และแนวทางการพิจารณาแตกต่างกันพอสมควร บทความนี้จะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนในทุกมิติ ทั้งกระบวนการสมัคร การสัมภาษณ์ ระยะเวลาพิจารณา และระดับความเข้มงวด
1. ภาพรวมประเภทวีซ่าท่องเที่ยว
- United States: วีซ่าท่องเที่ยวประเภท B1/B2 (ธุรกิจ/ท่องเที่ยว)
- United Kingdom: Standard Visitor Visa
- Japan: Temporary Visitor Visa
ทั้งสามประเทศเน้นการพิจารณาว่า ผู้สมัครมีวัตถุประสงค์ท่องเที่ยวจริง และจะเดินทางกลับประเทศต้นทางตามกำหนด
2. ขั้นตอนการสมัคร: ออนไลน์เหมือนกัน แต่รายละเอียดต่างกัน 🇺🇸 United States
ขั้นตอนเริ่มจากกรอกแบบฟอร์ม DS-160 ออนไลน์ ชำระค่าธรรมเนียม จากนั้นนัดหมายวันสัมภาษณ์ที่สถานทูตหรือสถานกงสุล ผู้สมัครต้องไปสแกนลายนิ้วมือและสัมภาษณ์ด้วยตนเองแทบทุกกรณี จุดเด่นของสหรัฐฯ คือ การสัมภาษณ์เป็นหัวใจหลักของการตัดสินผล เจ้าหน้าที่จะพิจารณาจากคำตอบ ความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือเป็นสำคัญ เอกสารแม้สำคัญ แต่บางครั้งเจ้าหน้าที่อาจไม่ได้ขอดูละเอียด หากคำตอบในการสัมภาษณ์ชัดเจนเพียงพอ
🇬🇧 United Kingdom
ผู้สมัครกรอกใบสมัครออนไลน์ ชำระค่าธรรมเนียม จากนั้นนัดหมายไปยื่นเอกสารและเก็บข้อมูลชีวมิติ (ลายนิ้วมือและรูปถ่าย) ที่ศูนย์รับคำร้องวีซ่า โดยทั่วไป ไม่มีการสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า ยกเว้นบางกรณีที่เจ้าหน้าที่เรียกเพิ่มเติม สหราชอาณาจักรเน้นการตรวจสอบเอกสารเป็นหลัก โดยเฉพาะหลักฐานการเงิน รายได้ และความผูกพันในประเทศต้นทาง การจัดเตรียมเอกสารจึงต้องละเอียดและเป็นระบบมาก
🇯🇵 Japan
ญี่ปุ่นมีขั้นตอนค่อนข้างเรียบง่ายเมื่อเทียบกับอีกสองประเทศ โดยผู้สมัครยื่นเอกสารผ่านศูนย์รับคำร้องที่ได้รับมอบหมาย ไม่ต้องสัมภาษณ์ (ยกเว้นกรณีพิเศษ) และไม่ต้องเก็บข้อมูลชีวมิติในบางช่วงเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายที่ประกาศในแต่ละปี
ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเอกสารประกอบ เช่น แผนการเดินทาง หนังสือรับรองการทำงาน และหลักฐานทางการเงิน แต่โดยภาพรวมถือว่าเป็นระบบที่ไม่ซับซ้อน
3. ความเข้มงวดในการพิจารณา
United States: เข้มงวดด้าน “เจตนาเดินทางกลับ”
สหรัฐฯ ใช้หลักการตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่ถือว่า ผู้สมัครทุกคนมีแนวโน้มจะอพยพถาวร เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีเจตนาเช่นนั้น ดังนั้นผู้สมัครต้องแสดงหลักฐานผูกพันในประเทศต้นทางอย่างชัดเจน เช่น งานประจำ รายได้มั่นคง ครอบครัว หรือทรัพย์สิน หากตอบคำถามไม่ชัดเจน หรือมีประวัติเดินทางที่น่าสงสัย อาจถูกปฏิเสธทันทีหลังสัมภาษณ์
United Kingdom: เข้มงวดด้าน “ความสมเหตุสมผลทางการเงิน”
สหราชอาณาจักรพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ เงินในบัญชี และค่าใช้จ่ายของทริปอย่างละเอียด หากรายได้ไม่สอดคล้องกับแผนเดินทาง เช่น รายได้ต่ำแต่มีแผนเที่ยวระยะยาวหลายสัปดาห์ อาจถูกตั้งข้อสงสัย นอกจากนี้ยังพิจารณาประวัติการเดินทางก่อนหน้า หากเคยเดินทางไปประเทศพัฒนาแล้วและกลับมาตรงเวลา จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ
Japan: สมดุลระหว่างเอกสารและประวัติการทำงาน
ญี่ปุ่นเน้นดูความมั่นคงของอาชีพและสถานะทางการเงิน หากมีงานประจำ รายได้สม่ำเสมอ และแผนเที่ยวชัดเจน โอกาสผ่านถือว่าสูงเมื่อเทียบกับสองประเทศแรก อย่างไรก็ตาม หากเอกสารไม่ครบ หรือบัญชีเงินฝากมีความเคลื่อนไหวผิดปกติ ก็อาจถูกปฏิเสธได้เช่นกัน
4. ระยะเวลาพิจารณา
- United States: ทราบผลทันทีหลังสัมภาษณ์ (ส่วนการรับพาสปอร์ตใช้เวลาจัดส่งเพิ่มเติม)
- United Kingdom: ปกติใช้เวลาหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาล
- Japan: โดยเฉลี่ยประมาณไม่กี่วันทำการ (หากเอกสารครบถ้วน)
หากต้องการเดินทางเร่งด่วน สหรัฐฯ อาจได้เปรียบในแง่รู้ผลเร็ว แต่คิวสัมภาษณ์อาจยาวในบางช่วง ส่วนสหราชอาณาจักรมีบริการเร่งด่วนแบบชำระเพิ่ม ขณะที่ญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องกระบวนการที่รวดเร็วเมื่อเอกสารครบ
5. อายุวีซ่าและความยืดหยุ่น
- United States: คนไทยมักได้รับวีซ่าแบบ Multiple Entry ระยะยาวหลายปี
- United Kingdom: มีหลายระยะ ตั้งแต่ 6 เดือน ไปจนถึงหลายปี (ค่าธรรมเนียมต่างกัน)
- Japan: มีทั้งแบบ Single Entry และ Multiple Entry ขึ้นกับคุณสมบัติผู้สมัคร
หากมองเรื่องความคุ้มค่าในระยะยาว สหรัฐฯ มักให้ระยะเวลาวีซ่านานที่สุดสำหรับผู้ที่ผ่านการอนุมัติ
ความแตกต่างแบบเข้าใจง่าย
- ถ้ากังวลเรื่องการสัมภาษณ์ → ญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรอาจสบายใจกว่า
- ถ้าเอกสารการเงินแข็งแรง → สหราชอาณาจักรมีโอกาสผ่านสูง
- ถ้ามั่นใจในการตอบคำถามและมีความผูกพันในไทยชัดเจน → สหรัฐฯ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
- ถ้าต้องการขั้นตอนไม่ซับซ้อน → ญี่ปุ่นถือว่าเป็นมิตรที่สุด
สุดท้าย ไม่ว่าคุณจะยื่นวีซ่าประเทศใด หลักสำคัญคือ ความโปร่งใส ความสอดคล้องของเอกสาร และการแสดงเจตนาเดินทางท่องเที่ยวอย่างแท้จริง หากเตรียมตัวครบถ้วน เข้าใจแนวทางพิจารณาของแต่ละประเทศ โอกาสได้รับวีซ่าก็จะสูงขึ้นอย่างมาก และทำให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด